ดูซีรี่ย์: Undercover ปฏิบัติการซ้อนเงา

ดูซีรี่ย์: Undercover ปฏิบัติการซ้อนเงา ซีรีส์สืบสวนของเบลเยียม ผู้สร้างอ้างอิงจากเค้าโครงเรื่องจริง เมื่อตำรวจสืบสวนสองคนต้องปลอมตัวเป็นคู่สามีภรรยาไปเป็นเพื่อนบ้านของเจ้าพ่อค้ายาตัวร้ายเพื่อหาหลักฐานมามัดตัว และจับเครือข่ายค้ายาขนาดใหญ่ของยุโรปให้ได้

ที่จริงแล้วพลอตของเรื่องก็ไม่ได้แปลกใหม่อะไรนัก แต่ปรากฏว่าตัวเรื่องราวกลับทำออกมาได้สนุกเหลือเชื่อ ตัวละครน่าลุ้น น่าเอาใจช่วย แถมระหว่างการสืบสวน ตีเนียนเข้าหาพ่อค้ายา ตัวเอกทั้งสองก็ต้องพบจุดพลิกผันตลอดเรื่องที่ทำให้พวกเขาต้องแก้ไขปัญหาอยู่ตลอด การเดินเรื่องไม่ซ้ำซากจำเจ ทำให้เรื่องนี้เป็นแนวสืบสวนของยุโรปที่น่ารับชมใน Netflix

เรื่องราวเกี่ยวกับการตามล่าสืบสวนและเปิดโปงขบวนการค้ายาขนาดใหญ่ในยุโรปที่ทางตำรวจพบว่ามีเครือข่ายสำคัญอยู่ในเบลเยียม และมีพ่อค้าตัวสำคัญรายหนึ่งเป็นคีย์ของเรื่องนี้

ซึ่งทางตำรวจก็สืบพบว่า เจ้าพ่อค้ายาตัวสำคัญคือ แฟรี่ เบามัน มีบ้านพักอยู่ในหมู่บ้านริมทะเลสบายแห่งหนึ่ง แต่พวกเขาขาดหลักฐานที่จะเล่นงาน แล้วจับขบวนการเครือข่ายในทีเดียว

ดังนั้นทางตำรวจเบลเยียมจึงได้วางแผนให้สองชายหญิงตำรวจสืบสวนนอกเครื่องแบบสองคนคือ บ็อบ และ คิม ไปจับคู่เป็นสามีภรรยาปลอมๆ แล้วหาทางตีเนียนเพื่อเข้าไปตีสนิทกับแฟรี่ และหาทางเข้าถึงใจกลางของเครือข่ายค้ายาครั้งนี้ให้ได้ แต่ภารกิจนี้ก็ไม่ได้ง่ายดายอย่างที่คิด เพราะทั้งสองตำรวจเองก็ดูเหมือนจะเข้ากันได้ไม่ดีนัก โดยเฉพาะบ็อบ ที่อาจจะต้องถึงขั้นทำให้ชีวิตแต่งงานและครอบครัวของเขาได้รับผลกระทบจนพังไปด้วยจากการทำคดีครั้งนี้

อย่าเพิ่งเบื่อกันสำหรับซีรีส์แนวสืบสวนที่มีเกร่อมากมายในช่องสตรีมทั่วโลกเวลานี้ ซึ่งใน Netflix ก็มีซีรีส์แสบสืบสวน ดราม่า อาชญากรรมมากพอสมควร แต่ที่ต้องชมคือ ซีรีส์ส่วนใหญ่จะมีพลอตเรื่องที่หลากหลายบ้าง ดีบ้าง แป้กบ้าง พลอตแปลกๆบ้าง และบ้างก็เป็นพลอตแนวง่ายๆ อย่างเช่นซีรีส์เรื่องนี้ ที่เอาเข้าจริงแล้ว พลอตเรื่องแนวให้ตำรวจนักสืบปลอมตัวเป็นสามีภรรยากันเพื่อไปสอดแนมผู้ร้ายและพ่อค้ายา แทบจะไม่ใช่ของใหม่อะไรเลย

แต่จุดที่น่าสนใจของเรื่องนี้ก็คือ ผู้สร้างอ้างอิงว่า นำเค้าโครงมาจากเรื่องจริงของทีมสืบสวนเบลเยียมที่จับพ่อค้ายารายใหญ่ในยุโรปได้

ในส่วนของนักแสดง ต้องชมเลย โดยเฉพาะบทของคู่ตัวเอก บ็อบ และ คิม ที่ทำให้เราดูแล้วเชื่อได้ว่า นี่คือตำรวจสืบสวนมือฉมัง และในขณะเดียวกันเมื่อต้องเล่นบทบาทเป็นคู่สามีภรรยาที่ฝั่งสามีเป็นคนกำลังทำธุรกิจเทาๆและภรรยาเป็นสาวสวยวัยรุ่นที่มีพลังทางเพศเหลือล้น มันก็ดูเชื่อลงจริงๆ

แถมจุดหนึ่งที่นักแสดงทำได้ดีมากก็คือ พาร์ทที่ไม่ใช่ดราม่า แต่ต้องเล่นบทกึ่งๆ ตลกหน้าตาย ตลกร้าย ทั้งสองก็ทำได้ดีซะด้วย ช่วยให้เรื่องมีหลายรสชาติในตัว

ในส่วนของตัวร้าย นักแสดงที่รับบทเป็นแฟรี่ ถือว่าเป็นตัวสำคัญที่ต้องนำเรื่องอีกคนหนึ่ง และก็ทำได้ดี กับตัวร้ายแนวเจ้าพ่อค้ายาแบบลูกทุ่ง ที่มีทั้งความบ้านๆ ดิบๆ และฉลาดเจ้าเล่ห์อยู่ในตัวด้วย

ด้านพลอตเรื่อง แม้ว่าตัวพลอตจะดูมีความเป็นแนบสืบสวนกึ่งคอเมดี้ แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่เลย เพราะตัวเรื่องกลับเต็มไปด้วยความจริงจัง ซีเรียส ความดิม บทเชือดเฉือน ดราม่า และเรื่องที่ชวนให้ลุ้น กับสถานการณ์ที่พลิกผันตลอดเวลา

ที่สำคัญคือ เรื่องนี้เป็นซีรีส์แนวสืบสวนสไตล์ยุโรปของเบลเยียม ดังนั้นรสชาติการเล่าเรื่อง ตัวละคร บรรยากาศของอะไรหลายอย่างจะแตกต่างจากฝั่งอเมริกา เช่น ความดิบของตัวละครที่เป็นสีเทาเอามากๆ ทั้งฝั่งตำรวจและฝั่งผู้ร้าย และวัฒนธรรมกับแนวคิดอะไรบ้างอย่างที่ให้รสชาติต่างออกไป

สำหรับแนวการเล่าเรื่อง เริ่มต้นจากพลอตที่ออกแนวคอเมดี้ แต่ตัวเรื่องกลับเต็มไปด้วยความจริงจัง ซีเรียส มีดราม่าหนักหน่วงแทรกอยู่หลายครั้ง แม้ว่าจะมีช่วงผ่อนคลายเบาๆให้เรื่องไม่หนักเกินไปบ้าง แต่ตัวเรื่องก็ยังมีความดิบที่ทำให้เราต้องลุ้นเอาใจช่วยตลอด อีกทั้งการก่ออาชญากรรมต่างๆในเรื่องนี้ก็เป็นแนว ไม่ได้มีการวางแผนไว้ตลอดเวลา แต่มาจากเรื่องบังเอิญบ้าง ด้นสดบ้าง หรือบางครั้งก็เป็นการหักมุม เชือดเฉือนกันบ้าง ทำให้เราเดาทางเรื่องได้ยากว่า ในฉากต่อไปจะมีอะไรโผล่ออกมา ซึ่งต้องยกความดีความชอบให้ทางทีมผู้สร้างเลยที่ใส่ใจในเรื่องของบท

นอกจากนี้ ตัวเรื่องยังมีการใส่ฉากเซ็กส์ติดเรต 18+ โป๊เปลือยให้เราได้เห็นกันพอสมควร แล้วยังมีฉากฆ่ากันจะๆ อยู่ด้วย ดังนั้นจึงอาจจะไม่เหมาะให้เด็กหรือเยาวชนดูนัก

ส่วนจุดด้อยของเรื่องนี้ก็มีอยู่บ้าง เช่น ตัวละครในเรื่องที่ค่อนข้างจำกัด คาแรคเตอร์ที่ฝั่งร้ายก็ร้ายอย่างเดียวเลย แล้วในบางตอนจะมีฉากบังเอิญที่ไม่น่าบังเอิญเท่าไหร่ แถมบทตัวละครจะพลาด ก็พลาดจากเรื่องง่ายๆแบบไม่น่าพลาดด้วย แต่ทั้งนี้ก็เข้าใจได้ เพราะไม่อย่างนั้นเรื่องจะเดินหน้าต่อได้ยาก อีกทั้งเรื่องนี้สร้างจากเค้าโครงเรื่องจริงด้วย ทำให้ความบังเอิญหรือปัญหาที่ตัวละครต้องแก้ไขก็คงจะมีเค้าโครงแบบนั้นอยู่บ้างจริงๆ

สำหรับในซีซันสอง มีทั้งหมด 10 ตอนจบ เรื่องราวจะเล่าหลังจากซีซันแรกผ่านไปประมาณ 2-3 ปี บ็อบและคิมได้แยกย้ายกันไปตามสายงานของตน วันหนึ่งคิมได้ติดต่อขอให้บ็อบช่วยหาข้อมูลบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับการสืบคดีพี่น้อง แบร์เช ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายอาวุธสงคราม แต่แล้วมันกลับส่งผลร้ายต่อตัวเธออย่างรุนแรง ซึ่งเหตุการณ์นี้ได้ลากให้บ็อบต้องกลับเข้ามาสู่การสืบสวนแบบแฝงตัวอีกครั้ง เพื่อจับตัวพี่น้องแบร์เชให้ได้
ตัวอย่าง Undercover ss2 trailer

ในขณะเดียวกันเงาอดีตจากการทำคดี แฟรี่ เบามัน จากซีซันแรก ก็ต้องกลับมาตามหลอกหลอนบ็อบอีกครั้ง แถมคราวนี้ยังส่งผลกระทบไปถึงคนในครอบครัวของบ็อบด้วย เนื่องจาก พอลลี่ ลูกสาวของบ็อบเกิดความสงสัยและอยากรู้จักตัวตนของพ่อเธอเอง ทำให้เธอตามสืบหาเรื่องราวการสืบคดีดังของพ่อเธอในอดีต แต่มันกลับส่งผลร้ายแรงต่อตัวเธอและบ็อบไปด้วย

ก่อนอื่นต้องบอกว่า การเดินเรื่องในซีซันสองยังคงพยายามอย่างมากที่จะรักษาคอนเซปต์ของซีรีส์นี้เอาไว้ นั่นคือการ “แฝงตัว” ของตำรวจสายสืบ เพื่อตามสืบและหาหลักฐานมามัดตัวอาชญากรระดับบิ๊กที่มีเครือข่ายโยงใยอยู่ในยุโรป ซึ่งตัวร้ายพวกนี้ดูผิวเผินก็จะเป็นคนทำอาชีพสุจริต เป็นเพื่อนบ้านที่พบเห็นได้ทั่วไป แต่ที่จริงแล้วพวกเขาเป็นอาชญากรที่ทำเงินจากยาเสพติดบ้าง อาวุธสงครามบ้าง ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของตัวเอกที่จะต้องแฝงตัวเข้าไปหาทางตีสนิท จนกระทั่งถึงขนาดจัดฉากร่วมทำธุรกิจด้วยเพื่อใช้เป็นหลักฐานมัดตัวที่จะจับไปดำเนินคดีและไม่ให้หลุดจากข้อกล่าวหา

ซึ่งในซีซันสอง แม้ว่าจะเล่นเรื่องของการแฝงตัวเหมือนซีซันแรก แต่มีการเปลี่ยนโทนที่ทำให้เรื่องมันดูดาร์กและหม่นหมองยิ่งกว่าซีซันแรกขึ้นอีกเท่าตัว โดยเฉพาะตัวเอกอย่างบ็อบ ที่ใช้วิธีการสืบสวนและแฝงตัวในแบบที่ดุดันและรุนแรงมากขึ้น แล้วยังใช้วิธีการที่ทำให้เพื่อนร่วมงานอาจต้องเสี่ยงชีวิตไปด้วย

หากเปรียบเทียบกับในซีซันแรก ความสนุกจะอยู่ที่การปลอมตัวเป็นคู่สามีภรรยาปลอมๆของสองตัวเอกที่ไม่ค่อยถูกกันอย่างบ็อบและคิม และยังทำให้เรื่องแบ่งเป็นสองฝั่งคือการสืบสวนของบ็อบและของคิมที่ต่างก็เข้าหาเป้าหมายที่แตกต่างกันไป แต่ในซีซันสอง บ็อบแทบเป็นตัวหลักของการแฝงตัว แม้ว่าจะมีตัวละครตำรวจหญิงคนใหม่เข้ามา แต่ก็ไม่ได้มีบทเด่นแบบคิมอีก

อีกทั้งในซีสองตัวเรื่องได้เลือกที่จะแบ่งการเล่าเรื่องเป็นสามด้าน คือเส้นเรื่องที่บ็อบแฝงตัวมาตามสืบคดีพี่น้องแบร์เช และส่วนที่สองคือตัวบ็อบที่ต้องพัวพันกับดราม่าจากคดีในซีแรกของ แฟรี่ เบามัน ที่กลับมาตามหลอกหลอนตัวเขาและยังลามไปถึงตัวลูกสาวอย่างพอลลี่ ส่วนที่สามคือ เนื้อเรื่องของนาตาลีที่ต้องร่วมมือกับบ็อบในการหาข้อมูลของพวกพี่น้องแบร์เชมาให้

ซึ่งอันที่จริงแล้ว เนื้อหาส่วนดราม่ากับแฟรี่ แม้ว่าจะน่าติดตามในช่วงแรก แต่ยิ่งดูมันกลับกลายเป็นการเขียนบทที่ไม่สมเหตุสมผลอย่างแรงในหลายจุด ทำให้บทในซีซันสองดรอปลงมากอย่างน่าเสียดาย ราวกับว่าคนเขียนบทต้องการหาเรื่องดราม่ามายัดให้ตัวเอก ทั้งที่ความจริงแล้วปัญหาดราม่าโคตรๆที่ตัวเอกเผชิญในซีซันนี้มันสามารคลี่คลายได้อย่างง่ายๆเลย หากว่าตัวเอกเลือกที่จะ “พูดคุยตรงไปตรงมา” กับเพื่อนร่วมงานของตนเองให้ชัดเจนแต่แรก แต่เขากลับปิดเงียบอมพะนำ จนกลายเป็นปัญหาลุกลามใหญ่โตที่ลามไปถึงครอบครัวด้วย

ส่วนฝั่งนักแสดงก็ยังคงทำได้ดีในระดับมาตรฐาน ทั้งตัวเอกและตัวร้าย จุดนี้เลยน่าเสียดายว่าถ้าเรื่องนี้เลือกที่จะเล่าโดยเน้นคดีพี่น้องแบร์เชเป็นหลัก ภาพรวมของซีซันสองจะออกมายอดเยี่ยมกว่านี้ เพราะการวางแผนแก้เกมของตัวละครทั้งสองฝั่งก็ถือว่าวางแผนและซ้อนแผนกันได้อย่างสนุก ไม่ต่างจากในซีแรก แถมในแง่องการวางแผนและแก้เกมกันไปมากลับทำได้น่าลุ้นกว่าเดิมอีก มีหลายกลยุทธ์ที่คาดไม่ถึงว่าตัวเอกจะนำมาใช้

ในภาพรวมแล้ว ซีซันสองยังคงโดดเด่นในด้านการวางแผนหลายชั้นในการแฝงตัว รวมถึงการแก้เกมไปมาระหว่างตัวเอกและผู้ร้าย เพียงแต่ความดราม่า “โคตรๆ” ที่ตามมาจากซีซันแรกกลับไปทำให้ภาพรวมของซีซันสองดรอปลงอย่างน่าเสียดายมาก แถมตัวละครใหม่ก็ไม่ค่อยจะดึงดูดให้น่าเอาใจช่วยเท่ากับในซีซันแรกด้วย ส่วนซีซันสามในอนาคต ดูแล้วก็ยังสามารถสร้างต่อได้อีก ถ้าผู้สร้างคิดจะทำ